3 กันยายน 2564
ทำวัตรเย็น ปรับปรุงล่าสุด 11/09/ ppt ดาวน์โหลด
25 พฤศจิกายน 2562
ปฏิจจสมุปบาท
การพยายามอธิบายให้ความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทนี้ ได้มีการพยายามทำกันมาช้านาน จนถึงพยายามอธิบายให้เข้าใจในอาการ ๑๒ โดยเขียนเป็นภาพก็มี ดังที่ปรากฏอยุ่ในภาพปฏิจจสมุปบาทที่เกิดมาทางสายมหายานช้านาน แสดงอาการทั้ง ๑๒ นั้นเป็นภาพ โดนที่แสดงเขียนเป็นภาพไว้ดังนี้
5 ธันวาคม 2560
ขั้นตอนของการฟาแบบIFS
ประการแรก ผู้ฟาต้องดำรงอยู่ในSelf ,พื้นที่สีเขียว ประการสอง ให้ความสำคัญกับการรอคอย จังหวะที่พอดีๆ ไม่เร่งรีบ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ถูกฟา
ขั้นตอนการฟา(บรรยายโดยเนท)
1.หาเป้าหมายว่าเราจะทำงานกับเรื่องอะไร
2.เชิญผู้พิทักษ์เข้ามา อาจเริ่มต้นจากภาวะที่ผู้ถูกฟาเป็นอยู่ หรือนึกถึงเหตุการณ์ ในทางสมองเมื่อนึกถึงเหตุกาณ์นั้นๆอีกครั้ง การรับรู้จะเหมือนเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง
3. ผู้พิทักษ์ปรากฏ อาจเป็นรูปแบบ ภาพ เสียง พลังงาน หรือ อาการทางกาย
4.แยกผู้พิทักษ์เพื่อหาSelf ของผู้ถูกฟา
เชิญผู้พิทักษ์ขยับออก โดยใช้วิธีตั้งชื่อ หรือ ให้ผู้ถูกฟาบรรยายภาพในจินตนาการ จะช่วยให้แยกได้
5.เช็คว่าผู้ถูกฟา อยู่ในSelfรึยัง โดยถามผู้ถูกฟาเช็คความรู้สึกต่อผู้พิทักษ์
6.หากยังมีความรู้สึกที่ตัดสินผู้พิทักษ์ แสดงว่ามีเสี้ยวส่วนอื่นมาปนอยู่ ให้เชิญออกมาก่อน
7.เมื่อเห็นช่องที่แง้มออก เรานำให้ผู้ถูกฟาโฟกัสกับความรู้สึกที่อยู่ในSelf สภาวะจิตเดิมแท้
8.ขออนุญาติผู้พิทักษ์ขยับ เพื่อจะเข้าไปดูเด็กน้อย(Exile:เสี้ยวส่วนที่ผู้พิทักษ์ดูแลอยู่)ด้วยความสุภาพ
9. ชั่วขณะที่ผู้ถูกฟาเข้าไปเผชิญกับเด็กน้อย เป็นช่วงเวลาสำคัญมากที่เราต้องให้เวลา อยู่กับเขาด้วยพลังงานที่โอบอุ้ม สงบ
ภาวะที่เข้าไปดูแลเด็กน้อยที่เจ็บปวด เป็นช่วงของการเยียวยา ความเจ็บปวดถูกปลดปล่อยออกมา
10.หลังจากดูแลเด็กน้อย ให้เช็คว่าเด็กน้อยเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช็คผู้พิทักษ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร(ปักหมุดให้ผู้ถูกฟารับรู้ว่าผู้พิทักษ์มีคุณภาพใหม่)
4 ธันวาคม 2560
วันนี้เดินทางมารพ.ชลประทาน ที่ตึก80ปี เพื่อเยี่ยมโยมคนหนึ่ง ผู้ชายวัย74ปี
ซึ่งญาติวิตกกังวลในอาการที่ทรุดลง (แต่จากการมองของตัวเอง)
บรรยากาศภายในห้อง มีคนอยู่หลายคน ทั้งภรรยา ,
และครอบครัวของเพื่อนสนิทคนนึง ซึ่งมีสามี(เพื่อนรัก)ภรรยาและลูกสาว
อาการผู้ป่วยนั้นไม่สามารถสื่อสารแต่รับรู้ได้ พอโยมทราบว่าพระมาเยี่ยมก้น้ำตาไหล และแสดงอาการรับรู้ทางการพยักคิ้ว ได้รับฟังโยมภรรยาเล่าถึงความกังวลที่ เห็นอาการทรุดลง เล่าว่าเคยเป็นแบบนี้มาหนนึงตอนนั้นก็สามารถผ่านมาได้แบบมีปาฏิหาริย์ ครั้งนี้ก็เลย "หวังให้มีปาฏิหาริย์"แบบนั้นอีก กับได้เห็นว่าโยมภรรยานั้นจะพยายามพูดกับผูุ้ป่วยว่า
"ให้สู้ๆ" หรือคำว่า "ต้องหายไวๆ"
เลยชวนโยมภรรยาได้กลับมาทบทวนภาวะในใจถึงความต้องการนี้ของเรา ว่าเป็นอย่างไรนะ?
โยมกำลังจะร้องขอในสิ่งที่...ไม่ใช่ความจริง
ผู้ป่วยได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วนะ...ภายใต้เงื่อนไขทางกายซึ่งคงเป็นได้เท่าที่มันจะเป็นแบบนี้นะ
ชวนโยมมองว่าเราสามารถร้องขอการไม่เจ็บไม่ป่วยไม่จากลาได้อย่างนั้นหรือ???
ชวนโยมได้ตระหนักรู้ว่ายังมีอีกมุมหนึ่งที่อาตมาเห็นและสัมผัสได้ที่กำลังเกิดขึ้นคือ ความดีที่โยมกำลังทำ หน้าที่ที่โยมได้ทำ กัลยาณมิตรที่อยู่ข้างเราในเวลานี้
ได้ชวนให้คิดว่ายังมีโอกาสได้ดูแลกันและกัน .... เพราะหลายคนจากกันไปโดยกระทันหันไม่ทันได้ร่ำลากันแม้แต่น้อย.
ภรรยาได้บอกว่า "กลับบ้านไปก็ยังอดห่วงกังวลไม่ได้"
เลยได้ชวนให้รู้ว่าตอนนี้ผู้ป่วยอยู่ในการดูแลของอาชีพผู้ที่เก่งที่สุดในการรักษาโรคภัยคือคุณหมอ/พยาบาล และเมื่อโยมบอกว่าวางใจที่หมอพยายาลดูแลอย่างดี....เราจะปล่อยให้หมอได้ทำหน้าที่นี้โดยเราจะได้กลัยมาทำหน้าที่ตน....ต่างคนต่างได้ทำ
หากวันนี้เรากำลังปลูกต้นไม้ต้นนึง เราช่วยกันดูแลใส่น้ำใส่ปุ๋ย ....ถ้าหากต้นไม้ต้นนี้มีแมลงมากัดกินมีใบที่แหว่งวิ่น....เราจะทำอย่างไรต่อ.......เราก็จะต้องกลับมาดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยต้นไม้ต้นนี้ต่อไปใช่หรือไม่?
พอให้พูดสิ่งที่สามีเคยทำแล้วประทับใจ โยมเล่าว่าเพราะหนนึงเขาเคยดูแลแม่(แม่ยาย)ของภรรยาตอนเจ็บป่วยอย่างดีมากก และดูแลครอบครัวอย่างดี.....พระจึงชวนให้ทั้งหมดได้เห็นภึงคุณค่านี้ ได้เห็นถึงสิ่งที่ทุกคนกำลังทำ และให้เห็นถึงความดีที่ผู้ป่วยทำไว้
ภรรยาบอกว่า ไม่ค่อยอยากดูแลในสภาพป่วยเเบบนี้เลย ทำใจไม่ได้...สงสารเขา
อาตมาเลยชวนคิดว่า "วันนั้นโยมผู้ป่วยที่ดูแลแม่ยายอย่างดี ก็คงไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่มันกลับมามีคุณค่ายิ่งในใจเรามาตลอดการครองเรือนร่วมกันและคงมีในใจโยมต่อไปเลยนะ
วันนี้เขาป่วยเช่นนี้ เราจะมาช่วยกันดูแลเขาด้วยกันนะ
ดูแลเขาแบบที่เขาได้เคยทำกับแม่เรา.....ให้รางวัลเขาที่เขาทำดีมาทั้งชีวิตเพื่อโยมกัน.....เราจะทำสิ่งนี้กันไหม??
สุดท้ายขอทำบุญ ขอรับศีล๕ โยมผู้ป่วยพยายามประนมมือและให้สัญญาณว่ารับรู้และได้เห็นถึงโยมพยายามจะได้ทำภาวนาตามที่พระบอก.....
"วันนี้ได้มีสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแล้วนะ"....และมันยิ่งใหญ่กว่าที่โยมคิดอยากได้ไหมนะที่ตอนนี้....สามีโยมที่ป่วยมีพระ มีหมอ มีพยาบาล มีภรรยา มีเพื่อน มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนมนุษย์และสำคัญที่สุดคือยังมีลมหายใจนี้เพื่อโยมในปัจจุบัน.....เราจะกลับมารักษาใจนี้ไปด้วยกันนะ"
"ภาพที่เห็นคือทุกคนมีน้ำตาแห่งความดีงามของแต่ละคนไหลออกมา....อาตมารับรุ้ได้เลยว่านี่คือพลังที่วิเศษจากความดี ที่น่าปิติตาม"......ก่อนลาโยมกลับ
27 พฤศจิกายน 2560
โครงการเยียวยาใจด้วยธรรมะ รุ่นที่๓. กลุ่มพระจิตอาสาคิลานธรรม
โดย คณะสงฆ์ภาค ๑ และ
กลุ่มอาสาคิลานธรรม
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้พระสงฆ์ทราบถึงบทบาทในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติตามพระธรรมวินัย
๒. เพื่อฝึกฝนทักษะและกระบวนการการปรึกษาแนวพุทธในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ
๓. เพื่อฝึกปฏิบัติการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติแบบองค์รวมแนวพุทธ ร่วมกับกลุ่มอาสาคิลานธรรมในสถานที่ปฏิบัติการจริง
๔. เพื่อสรุปและประเมินผลโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบทบาทพระสงฆ์ในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ “เยียวยาใจด้วยธรรมะ” และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง คณะสงฆ์ และสังคมโดยรวมต่อไป
กำหนดการอบรม
ระยะที่ ๑ : ๒๙ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
ระยะที่ ๒ : ๘ – ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๐
ระยะที่ ๓ : ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๐ – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
ระยะที่ ๔ : ๒๔ – ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
ระยะที่ ๑
Open House Open Heart : เปิดพื้นที่ใจแห่งการเรียนรู้
สู่ประสบการณ์ใหม่ในโลกใบเดิม
วันที่ ๒๙ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ (ระยะเวลา ๒ วัน ๑ คืน)
ณ อาคารพระปริยัติธรรม วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้นพื้นฐาน เพื่อเรียนรู้ทักษะและกระบวนการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติของกลุ่มอาสาคิลานธรรม และสำรวจความปรารถนาในจิตใจของตนเอง
เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของตนในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติตามพระธรรมวินัย
เพื่อเรียนรู้ทักษะและกระบวนการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติขั้นพื้นฐานซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบทบาทพระสงฆ์ในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ “เยียวยาใจด้วยธรรมะ” ในระยะที่ ๒ ของโครงการ
2 พฤศจิกายน 2560
เคสวันนี้...ได้รับโอกาสจากผู้ป่วยให้เราได้เข้าไปในที่ๆเขาคงไม่เคยเปิดให้ใครเข้าไปเห็น.....ภายนอกก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าจิตใจกำลังแย่เพราะกำลังจะสูญเสียแม่ ซึ่งจากที่ได้รับฟัง แม่ท่านนี้เป็นคนที่น่าคารวะอย่างยิ่ง เป็นซิงเกิ้ลมัม.....ตอนนี้ลูกชายคนนี้อยากบวชให้หากแม่เสีย แต่มีสิ่งที่อาตมาสังเกตุบางอย่างได้ จนสืบค้นจนได้พบกับ"ใจที่อาฆาต" ไฟแค้นจากเรื่องพ่อที่เขาเก็บมาตลอด30กว่าปี.....ซึ่งต้องให้เวลาเขา......เมื่อเขาพร้อม...เราทำให้เขาเชื่อว่าอบอุ่นใจปลอดภัยมากพอจึงรุ้เรื่องราวนี้ที่ภรรยาเขาก็ไม่คาดคิด จึงค่อยๆพาเขาออกมาพบถึง"คำว่าอภัย และ อโหสิกรรม" พาเขาซาบซึ้งกับคำว่าบุพการี พาเขาเห็นถึงสิ่งที่แม่คงต้องการ.....กำแพงนั้นได้ถูกทลายลงตั้งแต่วันนี้.........เคสนี้อยากนำไปเล่าให้ทุกท่านได้อนุโมทนาอย่างยิ่ง เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน.......ขออนุโมทนาโอกาสที่ได้ให้พระได้ทำหน้าที่อันควรค่าต่อสมณะเพศ ขออนุโมทนาทีมห้องไอซียูที่ดูแลโยมท่านนี้มาตลอดสัปดาห์จนถึงเวลาที่ธรรมได้มอบของขวัญให้เขาทั้งครอบครัว....โดยหัวใจที่งดงามของคุณพยาบาลเป็นปัจจัย.......
.เจริญพร
28 ตุลาคม 2560
17 ตุลาคม 2560
7 ตุลาคม 2560
( 6/10/2017)
วันนี้มีโอกาสได้เป็นส่วนเล็กๆเอื้อเฟื้อให้ลูกสาวคนหนึ่งได้เห็นถึงความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ทดแทนบุญคุณมารดา.....แม้มีความเจ็บป่วยสาหัสตรงหน้าที่เผชิญ
เมื่อเอาใจไปรับฟังเขา...อยู่กับเขาอย่างจริงจัง
จึงได้เรียนรู้ชัดขึ้นว่าเมื่อเราร่วมรับรู้สุขทุกข์ของโยมอย่างสังเกตุด้วยหัวใจ.....ภายใต้ความเข้มแข็งที่โยมเอ่ยบอกออกมานั้นกลับมีความสั่นไหวของความกลัวซ่อนอยู่มากมาย..."กลัวแม่จะไม่ได้กลับบ้านในคราวนี้_กลัวว่าจะเป็นความผิดที่ละเลยการได้ดูแลแม่ในเวลาที่ผ่านมา..
เมื่อเราเห็น..รับรู้..และมีแผนที่ชัดเจนว่าจะพาเขาไปไหน ??
◎พร้อม....เราจึงได้เริ่มออกเดินทาง!!!!◎
การได้ชวนให้โยมเห็นสิ่งที่มีตอนนี้...ด้วยท่าทีที่ไม่ผลักไส....จนใจ ศิโรราบกับความทุกข์ตรงหน้าและกลับมาตระหนักรู้กับความจริงของชีวิต....ทำให้ความทุกข์ที่มีบรรเทาคลายลงด้วยที่ปัจจุบันนี้เราได้ทำหน้าที่ได้ดูแลแม่ด้วยความรักแท้จริงและความเข้มแข็งที่โยมมีอยู่ในตัว.....และแม่ของโยมได้รับรู้ในความดีงามนี้และเห็นความเข้มแข็งนั้นของโยมแล้วนะ...วันนี้เราจะใช้เวลาดูแลความรักนี้ไปด้วยกัน...
(บางส่วนของบริบทที่เกิดขึ้น....)
ขออนุโมทนากับผู้ป่วยคุณแม่และคุณลูกคู่นี้ที่ทำให้เกิดมีน้ำตาแห่งความอิ่มเอิบในการได้มีโอกาสไปร่วมรับรู้บังเกิดในใจพระอาสาเองด้วยใจที่เบิกบานไปพร้อมๆกับเขาทั้งคู่....อิ่มบุญจริงๆ
อนุโมทนากับความรักความใส่ใจของคุณหมอคุณพยาบาลทุกท่าน
9 กันยายน 2560
การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก
ของพระภิกษุผู้อุทิศตนเพื่องานเผยแผ่และสืบทอดพระศาสนา
ในการเป็นจิตอาสาเยี่ยมไข้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย
กลุ่มพระอาสาคิลานธรรม
ด้วยหลักธรรมะกับการดำรงชีวิตเชิงพุทธจิตวิทยา
![]() |
| กลุ่มคิลานธรรม Phychology Healing Dhamma |
"สุขสันต์วันเกิด...
บอกเราว่าเราไปใกล้ความตายขึ้นอีกปี
เราใช้โควต้าชีวิตไปครบอีกปีแล้ว
และเรายังมีเหลืออีกเท่าไรหนอ..??
ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา
ถ้าหากพรุ่งนี้จะไม่มีเราแล้ว
ชีวิตเราจะต้องถูกรีเซ็ต และรีสาร์ทใหม่
เราจะถูกกำหนดให้ไปเริ่มใหม่
ณ. ที่จุดใดของสังสารวัฎนะ ....#นี่ขอฝากให้ตรอง !!!
หลายปีที่ผ่านมา...ผ่านคืนวันเรื่องราว
ทำให้เกิดการเรียนรู้...ความจริงของชีวิต
ว่าการได้มีโอกาสเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า 'ผู้ให้'
สร้างความสุขแค่ไหนในใจ
ผู้ป่วยมากมายทุกๆเคสที่เราได้ไปเยี่ยม
ได้นำธรรมะและความรักจากเมตตาไปมอบให้เขา
"รอยยิ้มและกำลังใจของเขา" คือความสุข
แต่ที่สำคัญคือมันกลับเป็่นความสุขใจของเราเองที่สุด
ทุกเคส มีเรื่องราว ได้สอนอาตมาให้ 'ตาสว่าง'
และหล่อหลอมให้ใจนี้ "เปลี่ยนแปลง" สดใสขึ้น
ใจที่เคยเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่ได้ฟัง
กลับกลายเป็นใจที่เป็นสุขที่ได้รับฟังเสียงผู้คน
ทุกความสุข ทุกความทุกข์ ที่เคยมีเข้ามา
นำพาให้้เกิดการเรียนรู้ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
เราไม่ได้ทุกข์เพราะการเปลี่ยนแปลง
แต่เป็นเพราะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอันปกติ
ความสุขอันอยู่ที่" เราพอใจกับสิ่งที่มีในวันนี้"
โดยไม่ต้องไขว่คว้าคาดหวังใดๆ
จากชีวิตเด็กคนนึงที่เคยทะนงว่า "กูแน่ กูดี"
วันนี้ขอศิโรราบต่อคุณค่าคำสอนของพระศาสนา
ยอมจำนนต่ออำนาจปาฏิหาริย์ของ"ความดี"
คนเรามืดมา สว่างไปได้เสมอ พอๆกับ
คนที่สว่างมาแต่กลับมืดมิดลงตอนจากไป
"วินาทีนี้เท่านั้น...ที่จะกำหนดว่าเพลานี้
เรากำลังมืดหรือสว่าง ต่างหาก"
เพื่อรอการตัดสินจาก "กฏแห่งกรรม" ในวันลา
ทุกสิ่งคือ"อิทัปปจยตา" สิ่งนั้นมีสิ่งนี้จึงมี
กราบบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์
กราบครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มอบวิชา
ขอบคุณ...บิดามารดาที่ให้ชีวิต
ขอบคุณ...กำลังใจอันมีค่าจากครอบครัว
ขอบคุณ...ผู้คนทุกๆคนตรงหน้า
ขอบคุณ...ทุกย่างก้าวที่เรานำตัวเองเข้ามาเดิน
ขอบคุณ...เหตุปัจจัยทุกสิ่งรอบตัว
ขอบคุณ...มิตร ที่ให้เราได้รับใช้และ รับไว้
ขอบคุณ...ศัตรูที่ให้เราได้ชดใช้
ขอบคุณท้องฟ้า พื้นดิน ผืนน้ำ อากาศ แสงแดด ความมืด
#ที่ทำให้เรามีคุณค่าต่อตัวเราเองเพื่อวันนี้
-----------------------------------------------------
เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีนี้
ขออานิสงค์ทั้งมวลของข้าพเจ้าจงเกิดมีแก่สรรพสิ่งด้วยเถิด
8 สิงหาคม 2560
เมื่อหลายสิบปีก่อน
ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย
ว่าดวงวิญญาณที่จะมาถือปฏิสนธิในครรภ์ของท่านนั้น มาจากสวรรค์ชั้นไหน หรือมาจากนรกขุมใด แต่ทันทีที่รู้ว่าแม้กำลังตั้งท้อง เธอจะดีใจยินดีอนุญาติให้ลูกมาถือปฏิสนธิทันที ไม่มีความรังเกียจคิดสิ่งไหนแต่ประการใด
" รักใดเล่าจะแน่เท่าแม่รัก
ผูกสมัครรักม่นไม่หวั่นไหว
ห่วงใดเล่าเท่าห่วงดังดวงใจ
ที่แม่ให้แก่ลูกอยู่ทุกครา
ยามล้มกลิ้งใครหนอวิ่งเข้ามาช่วย
แล้วปลอดด้วยคำหวานกล่อมขวัญให้
พร้อมจูบที่เจ็บชมัดปัดเป่าไป
ผู้นั้นไซร้ที่แท้..แม่ฉันเอง "
แม่ คำๆนี้เป็นเพียงคำสั้นๆ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง ท่านคือผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งบนโลก แต่กลับเป็นคนพิเศษสำหรับลูกรัก แม่คือผู้ประเสริฐสุดในชีวิตทุกๆชีวิต เป็นผู้ที่สามารถให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง
ของมีค่าหรือแม้กระทั่ง ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่ของแม่
ตลอดเวลาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่
จน ณ วินาทีนี้แม่ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ไม่มีสิ้นสุด แม่ให้ทั้งความรัก ความห่วงหา ความห่วงใย ความอาทรอีกทั้งยังมอบความรักที่มิอาจมีรักใด
มาทดแทนได้ให้แก่เรา
นั่นก็คือความรัก ความผูกพัน
ระหว่าง … แม่ และ ลูก …
รักของแม่นั้นเปรียบดั่งสายธารา ที่คอยระงับความทุกข์ใจของลูก แม้ในยามที่ลูกไม่ต้องการ
แม่ก็คือผู้ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี
ในเวลาที่ลูกรักต้องเสียน้ำตา แม่ก็สละเวลาทำงานของแม่ มาคอยปลอบโยนไม่คิดโกรธ หรือเคืองลูกรักแม้แต่น้อย
และที่ในบางครั้งบางคราว ลูกรักก็ไม่เชื่อฟังคำที่แม่พร่ำสั่งพร่ำสอน ในช่วงเวลาต่างๆในชีวิต
เรานั้นก็ต่างผ่านอารมณ์ต่างๆ มามากมาย ในเวลาที่เรามีความสุข แม่ก็มีความสุขไปกับเรา แต่ในเวลาที่เราทุกข์แม่กลับทุกข์กว่าเรา
หลาย 10 หลาย 100 เท่านัก
แต่ท่านก็ไม่เคยแสดงออกถึงความอ่อนล้า
ตั้งแต่ เด็กจนเติบโตเป็นวัยรุ่น แม่เฝ้าสั่งสอนให้เป็นคนดี ตั้งใจเรียนหนังสือ และแม่ก็ให้ความรักอย่างจริงใจ แม้ว่าสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปนับครั้งไม่ถ้วน แม่ก็ยังให้อภัยลูกคนนี้เสมอ
และยังมอบรอยยิ้มทั้ง ๆ ที่แม่ ก็ต้องเสียน้ำตา ความผิดของลูกไม่ว่าจะครั้งไหน
ร้ายแรงสักเพียงใด
แม่ก็ยังพร้อมที่จะอ้าแขนกอดลูก
ด้วยความรักเสมอมา
สุขทุกข์...แค่รับรู้
คนเราอยากมีความสุข
และก็ไม่อยากเป็นทุกข์
สิ่งที่จะทำให้เราเป็นสุข หรือทุกข์
สิ่งหนึ่งทางธรรมเรียกว่า..."ผัสสะ"
คือ ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายกระทบ ใจนึกคิด
สิ่งที่จะเข้ามาสู่ตัวเรา มี 6 ช่องทางนี้....เท่านั้น!!!
พอเราได้รับผัสสะ ไม่ว่าจากช่องทางไหน
ก็จะรับรู้ด้วยการรู้สึก "ชอบ ชัง และเฉย"
#ชอบ....ก็วิ่งตาม ไขว่คว้า ร่าเริง หัวเราะ
#ชัง ......ก็ขุ่นข้อง ร้องไห้ ผลักไส โมโห
#เฉย.....ก็ไม่รับรู้ หดหู่ ซบเซา
ทั้งสามสิ่งนี้คืออาการให้จิตเรา....#สะเทือน
ตามปกติเมื่อมีการสะเทือน....ก็เสียการทรงตัว
จิตเราก็เช่นกัน.....ก็สอดส่าย หวั่นไหว ไม่คงที่
อะไรที่ควรทำ ไม่ควรทำ.....ก็ไม่รู้แล้ว
ควรทำแต่ไม่ทำ ไม่ควรทำกลับไปทำ
#ปัญหาของชีวิตเกิดจากตรงนี้นี่แหละ!!!!
แต่หากเรามีสติ.....ที่มาจากการฝึกฝนจนคุ้นชิน
เราก็จะตั้งรับตั้งหลักได้ถูก
อะไรจะมากระทบ.....ก็กระทบไป
จะเข้ามากระทบเช่นไร....เราก็ไม่กระเทือน
คือรู้เท่าทันว่า.....อะไรเป็นอะไร
รับรู้ว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนั้นๆ
มันไม่ใช่ของจริง ของที่ยั่งยืนใดๆ
มีเพียงแค่ไม่นาน....เดี๋ยวมันก็จะหายไป
●●
✌เช่น ก๋วยเตี่ยวชามนี้ รสชาดอร่อยถูกใจเราที่สุด
กินไปด้วยความอร่อย......ถูกใจถูกคอ
สักพักในชามก็เหลือเพียง....ถ้วยเปล่าๆใบนึง
หรือ กลับกันว่า.....ก๋วยเตี๋ยวชามนี้รสชาดแปลกๆ
เราไม่ถูกลิ้น...ไม่อยากกินเลย..."หิวก็หิว....โมโหก็โมโห"
นั่งบ่นไปมันก็ไม่ได้รสชาดดีขึ้นมาได้
นอกจากเราจะรับรู้ หรือไม่ก็หากินอย่างอื่น
#เพราะทั้งสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจ__มันไม่อยู่กับเรานาน☝☝
●●
เมื่อเราคุ้นชินและคุ้นเคยว่า...นี่คือปกติธรรมดา
เราก็จะมี"สติ" อันเป็นบ่อเกิดของ "ปัญญา"🌌
เมื่อมีปัญญาเสียแล้ว...ปัญหาก็ไม่เกิด
หรือแม้จะเกิดปัญหานั้นๆก็น้อย
#เราก็สามารถแก้ได้ไปตามเหตุปัจจัยด้วย_สติปัญญา
ชีวิตที่มีก็ดำเนินไปด้วยวิถีแห่งสุขเพียงพอ
_______________________________________
#เรายังเป็นผู้ต้องฝึกตน
◎ การปฏิบัติธรรมไม่ได้ยากแบบที่เคยคิดอีกต่อไป ◎
จิตวิทยากระบวนการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระดับคือ
●การทำงานกับตัวเองภายใน Inner Work
●การทำงานที่เป็นความสัมพันธ์กับผู้อื่น Relationship Work
●การทำงานร่วมกับวาระกลุ่มหรือองค์กร Group/Organization/World Work
ซึ่งเป็นการสร้างการตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในกลุ่มโดยการสังเกตท่าทีและสัญญาณที่แสดงออกทางร่างกาย โดยมุ่งเน้นการแปรเปลี่ยนปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกลุ่มไปสู่โอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นเชิงบวก โดยมหาบุรุษหลายคนของโลกนี้ใช้ปัญหาในการเปลี่ยนแปลงโลก เช่น
→เนลสันแมนเดลา
→มหาตมะ คานธี
→นางอองซานซูจี
●Key Concept●
คือใส่ใจและให้คุณค่ากับทุกเสียง,ทุกความรู้สึกนึกคิด,ทุกมุมมองที่แตกต่างเพราะปัญหาและวิกฤตที่เกิดขึ้นในเบื้องลึกก็อาจจะนำมาซึ่งแก่นสาร
Facilitatorเป็นเพียงผู้ช่วยของธรรมชาติ...
มีวลีสรุปงาน Fa ว่า ต้องเป็นงานที่ง่าย...ถ้าเราทำแล้วเหนื่อยแสดงว่าเราทำมากเกินไปหรือทำไม่ถูกทาง
ความจริง 3 ระดับ ( 3 Levels Reality) คือ
1.ระดับความจริงเห็นพ้อง ส่วนนี้ถ้ามองในส่วนธรรมะก็คือสิ่งที่เป็นสมมุติไม่ว่าจะเป็นกฎกติกา ทางสังคม ที่เราถูกกำหนดให้ดำรงร่วมกัน
2.ระดับไร้สำนึกหรือดรีมแลนด์ เป็นการแสดงความคิดผ่าน สิ่งที่ลึกๆก็เป็นการที่เราพูดแทนเขาหรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับผู้ที่ เป็นส่วนหนึ่ง
3.ระดับแก่นแท้คือการหาพื้นที่ร่วมหาความต้องการเบื้องลึกของกลุ่ม
"งาน Fa..กระบวนกรจะหาพื้นที่ง่ายๆก่อน"
และอีกหลัก ที่มีความสำคัญคือ
Role Switching คือการฝึกเปลี่ยนบทบาทเช่นเมื่อการพูดคุยในกลุ่มหรือแม้แต่การแสดงความคิดเห็นเมื่อ 2 ฝ่ายเริ่มพูดคุยไปถึงจุดที่ยากให้เราหาจุด common ground ซึ่งเป็นจุดที่ ทั้ง 2ฝ่ายยอมรับร่วมกันได้. โดยที่เราไม่ได้ยึดเอาความคิดของเราแบบสุดโต่ง อาจจะต้องเห้นคล้อยตามฝ่ายตรงข้ามบ้างในบางจังหวะคำพูด เพื่อสร้างสภาวะที่อ่อนโยนลงในข้อสนทนาที่แตกต่าง
#เพราะมนุษย์ขัดแย้งกันที่วิธีการไม่ใช่ความต้องการ
Elder Ship หรือสัตบุรุษ
(เมนเดลได้ให้แนวคิดว่าต้องประกอบด้วย
Create home for all = ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านของทุกคน ทำให้ทุกคนเคารพในความต่างมองเห็นคุณค่าและมีความเท่าเทียม
Value all voices = ให้คุณค่ากับทุกเสียง,รับฟัง,หลอมรวมแม้เสียงที่แตกต่างหรือเสียงที่เป็นส่วนน้อย อีกทั้งผู้ที่ยืนอยู่ชายขอบ(ไม่กล้าตัดสินใจ)ให้เขาได้แสดงศักยภาพและความคิด อันอาจจะเป็นแก่นสาร
See trublemakers as a teacher = มองเห็นปัญหาอุปสรรคความขัดแย้งที่เผชิญนั้นเป็นครูและเป็นโอกาสในการร่วมกันเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้น.
...จบวันแรก...
~~~~~~~~~~~~~~
![]() |
| อบรมโดยโยมอจ.โอม รัตนกาญจน์ วัดอมรคีรี&วัดสุวรรณารามฯ |
สรุปบทเรียนการอบรมในวันที่ 2 เริ่มต้นด้วยการทบทวนความคิดเห็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ ในวันก่อนมีการเพิ่มเติมว่าการทำหน้าที่ของผู้นำกระบวนการจะเลือกให้ผู้ ที่อยู่ในกลุ่มได้รับความเท่าเทียม ไม่ถูกปล่อยให้เป็นผู้ตาม...ซึ่งทำให้ผู้ร่วมไม่ได้แสดงสิ่งที่เขาอยากสื่อสาร
ซึ่งการเป็นผู้ตามนั้นไม่ได้ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบของเขา ส่วนการเอื้อให้ผู้คนในกลุ่ม ได้พูดถึงเรื่องราวของกันและกันก็ทำให้มีพื้นที่ปลอดภัยได้ง่ายขึ้นอีกทั้งจะทำให้กิจกรรมอยู่ในพื้นฐานของใจ มากกว่าเป็นแค่การทำกิจกรรมครั้งหนึ่งหนึ่งให้จบไป
ว่าด้วยเรื่อง
● 4 Types Ranks ●
→ สถานะเชิงสังคม
คืออายุการศึกษาฐานะทางเศรษฐกิจเพศเชื้อชาติก็เป็น
ส่วนทำให้เกิด Rank ที่ต่างในวงสนทนา
→ สถานะเชิงบริบทหรือโครงสร้างของการสนทนา ถ้าผู้ร่วมไม่ได้ตระหนักรู้มากพอคนที่มีRank มาก..ก็ จะนำไปใช้ในทางที่ผิดเช่นแสวงหาประโยชน์
→ สถานะเชิงจิตวิทยาเช่นความมั่นคงภายใน การเข้าใจในตนเองและเข้าใจผู้อื่น เช่น บางครั้งการกล่าวสุนทรพจน์ ที่เป็นประวัติศาสตร์ของโลกก็เกิดจากการพูดของเด็กยากจนคนหนึ่ง
→ สถานะเชิงจิตวิญญาณ คือการสามารถเชื่อมโยงให้ผู้คนได้ร่วมรับรู้ถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอัตตาตัวตนเช่นการกล่าวถึงธรรมะ,กล่าวถึงพระพุทธเจ้า
"3 Main Root"
1. Jungian Psychology ทฤษฎีของคาร์ล จุง เพิ่งทำงานกลับด้านที่เป็น เงามืดของผู้คน shadow เพื่อให้เราสามารถอบกอด ในทุกด้านของตัวเองได้อย่างดี ซึ่งเงามืดนี้ก็คือเรา เพียงแต่เราไม่ค่อยให้เขาได้ออกมา แสดงตัวตน
2. Tao ทฤษฎีของเต๋าศึกษาการคิดย้อนแย้งของผู้คน ซึ่ง facilitator จะต้องใช้ทฤษฎีของเต๋าคือความง่าย เช่นนกบินในอากาศปลาว่ายในน้ำหรือทฤษฎีของเต่าหลายๆอย่าง มีความจริงบอกว่าถ้าชีวิตเราทำอะไรแล้วรู้สึกว่าแรงว่าเรากำลังเดินผิดทาง
และTao มีวิธีที่ให้ผู้คนข้ามพ้นความเป็น "ทวิภาวะ"
3. Quantum Physics เชื่อว่าทุกสิ่งซ้อนกันอยู่ในชีวิตของเราเอง
เช่นสิ่งบางอย่างในอนาคตหรืออดีตจะบอกถึงสิ่งที่เป็นเราอยู่ในปัจจุบันนี้
● 12 STEP for Facilitatur ●
1. fa ทำหน้าที่เปิดพื้นที่เชื้อเชิญผู้คนในวงให้เสนอหัวข้อ topic
ทำหน้าที่รวบรวมและคัดกรองประเด็น
◎ ช่วยจับประเด็นให้เป็นวาระของกลุ่มซึ่งเป็นหัวข้อ
ที่ทุกคนแคร์ร่วมกัน
2. ช่วยกลุ่มในการเชื่อมโยงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกันไว้ให้เป็น ประเด็นใหญ่ ประเด็นเดียว เพื่อให้กลุ่มเห็นภาพรวมและสามารถที่จะตัดสินใจพูดคุยลงลึกรายละเอียด
3. Indentify Roles
เมื่อได้หัวข้อที่ทั้งกลุ่มเห็นร่วมที่จะพูดคุย
fa ทำหน้าที่เริ่มสะท้อนความคิดเห็นหรือจุดยืนของแต่ละขั้ว โดยทำหน้าที่เป็นกลางและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองให้มีพื้นที่คิดเห็นร่วมกันได้
4. Invite different Voices
เปิดพื้นที่ให้แต่ละเสียงแต่ละฝ่ายมีโอกาสพูดให้ความสำคัญและใส่ใจกับฝั่งที่เป็นเสียงส่วนน้อยหรือบุคคลที่ยืนอยู่บนชายขอบด้วยความเท่าเทียม
5. Framing หรือ Weather Reports
การรายงานหรือพูดถึงสภาพ สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อให้ตระหนักรู้ร่วมกันในกลุ่มและกลุ่มรับรู้ร่วมกันเช่นบรรยากาศในกลุ่มหรือสัญญาณต่างๆที่มีความหมายต่อกลุ่ม
6. Hotspot จุดร้อน
ให้ข้อสังเกตกับกลุ่มเมื่อมีประเด็นร้อนหรือถึง สภาวะที่ข้อขัดแย้งแตกต่างกันถึงจุดสูงสุดซึ่งต้องสังเกตจาก
สัญญาณและท่าที
fa ต้องทำหน้าที่ประสานจุดนั้นให้กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะที่ควร
7. Edges ภาวะติดขอบ การก้าวข้ามความกลัว
fa ต้องให้ข้อสังเกตเมื่อกลุ่มอยู่ในภาวะติดขัด..พูดไม่ออก ต้องสามารถช่วยให้ผู้คนข้ามขอบหรือสามารถเป็นตัวเชื่อมถึง สิ่งเหล่านั้น
8. Ghost บุคคลที่ 3
fa ทำหน้าที่ถึงบทบาทของผู้ที่มิได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น
เสียงที่ไม่มีใครกล้าพูดในกลุ่มแต่มีอิทธิพลต่อประเด็นขัดแย้งเราต้องทำหน้าที่เชื่อมให้กลุ่มได้ตระหนักรู้ร่วมกัน เช่นการที่คนในกลุ่มไม่สามารถพูดถึงคนๆนั้นได้ตรงตรง
faมีหน้าที่เชื่อมสิ่งนี้
9. Cool spot จุดเย็น
ช่วงนี้ถือเป็น ช่วงที่กลุ่มจะได้รับของขวัญ
อาจจะเป็นช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายหรือสภาวะในกลุ่ม เกิด มิติที่หลอมรวมใจผู้คน จะได้อาศัยจังหวะนี้ในการยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวถึงเพื่อให้ผู้คนได้เบิกบาน หรือประทับใจร่วมกัน
10. Indentify Level Swicthes
สังเกตการพูดคุยหรือการแชร์แลกเปลี่ยนความคิดจะมีระดับความคิดที่แตกต่างเราต้องกำหนดและเชื่อมความคิดเหล่านี้
11. Invite Personal Level
เชื้อเชิญและสนับสนุนให้ผู้คนในวงและแบ่งปันประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อข้ามพ้นบทบาทที่กำลังสวมอยู่และนำพาให้การพูดคุยของกลุ่มลงลึกได้มากขึ้น
12. Closing
หลังจบการพูดคุยผู้นำกลุ่มมีหน้าที่ช่วยสะท้อนและสรุปให้กลุ่มฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือมีประเด็นหรือแง่มุมอะไรที่กลุ่มได้ค้นพบร่วมกันหรือมีนัยยะสำคัญประการใดหรืออาจมีประเด็นใดน่าจะเป็นหัวข้อหรือวาระการพูดคุยในครั้งคราวต่อไป
_____________________________________________
สุดท้ายมีการทดลองทำ case study ซึ่งใช้หัวข้อว่า อะไรทำให้ผู้คนอยากเข้าร่วม กับคิลานธรรมหรืออะไรทำให้ผู้คนไม่อยากเข้าร่วม
โดยสมมติบทบาทเป็นทั้งสองฝ่ายแต่ได้ข้อที่สำคัญและ สามารถนำไปกำหนดเป็นสิ่งที่เราจะได้ทำต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะในงานโครงการเยียวยารุ่นที่ 3 ปลายปีเ
เช่นหัวข้อที่ว่าเมื่อเราจะเปิดรับผู้คนเข้ามาร่วมงานกับเรานั้นแล้ว
เราเองเปิดรับพวกเขาเต็มที่แล้วหรือไม่
หรือมีพื้นที่ให้บุคคลที่จะเข้ามาใหม่ ได้มีพื้นที่มากน้อยเช่นไร หรือกระบวนการจัดการกลุ่มของเราแท้จริงแล้วเป็นแบบไหน
การเข้าถึงความเป็นคิลานธรรมจริงๆแล้วคืออะไร
รวมถึงพูดถึงสิ่งที่เป็นสิ่งที่เราสามารถจะสร้างความศรัทธาให้เกิดกับบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราซึ่งก็มีหลายข้อที่ได้พูดถึงและพร้อมที่จะมอบ เป็นของขวัญให้แก่ผู้คนในการทำงานของเราซึ่งถือว่าเป็น case study ที่มีความหมายอย่างยิ่งซึ่งจะได้พูดถึงในโอกาสพบเจอครูบาอาจารย์ต่อต่อไป
โดยรวมสรุปการเรียนรู้ในวันนี้เป็นประมาณนี้
24 กรกฎาคม 2560
ทุ่มเทและทำดีมากมาย
แต่ทำไมไม่มีใครเห็นหรือใครชื่นชม
แถมบางครั้งมีคนนินทาต่างๆนาๆ
สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่า
คำสรรเสริญหรือคำนินทาใดนี้
"ไม่ใช่รางวัลของการทำดี"
รางวัลของการทำดีนี้
ไม่มีค่าเป็นราคาให้ใช้เงินซื้อหามาได้
และไม่มีใครจะให้รางวัลกับการทำดีนี้
ได้ดีเท่าตัวเราที่จะมีใจที่ปิติทุกครั้งเมื่อทำ
จะทำให้เราอยากเดินออกมา
จากอะไรก็ตามที่ทำให้ใจเรา
"เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ"
การเดินถอยออกมา
มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้อะไรเลย
แต่เป็นการเลือกที่จะให้ใจได้สงบ
หลบมาอาศัยร่มเงาแห่ง"ธรรมะ"
การใช้เวลาที่จะดูตัวเอง
ทำความรู้จักกับตัวเองและเตรียมพร้อม
บางอย่างไว้ให้กับตัวเองให้คุ้นเคย
เตรียมพร้อมสำหรับการต้องเดินทาง
ไปในโลกหน้าโดยลำพังผู้เดียว
ความสงบจะนำพาให้ใจเราพบธรรมะ
ที่สุดของเสบียงแห่งการเดินทางในวัฏสงสาร
เป็นได้ทุกสิ่ง เป็นดั่งแสงไฟส่องทาง
"บุญกุศล"
เท่านั้นที่หมายถึง...
ซึ่งใจที่สงบจะพานพบในไม่ช้านาน











